สธ. ชี้ ขณะนี้ในคนไทยทุก ๆ 1 แสนคน จะป่วยเป็นไข้หวัดใหญ่ 2009 ได้ 38 คน ย้ำอย่าชะล่าใจ - ไข้หวัดใหญ่2009

Monday, September 28, 2009 at 12:40 PM

กระทรวงสาธารณสุข ย้ำเตือนคนไทยอย่าประมาทไข้หวัดใหญ่ 2009 ชี้โรคยังแพร่กระจายทุกพื้นที่ตลอดเวลา เฉลี่ยแล้วในประชาชนไทยทุกๆ 1 แสนคน จะมีคนติดเชื้อโรคนี้ได้ 38 คน เร่งเพิ่มศักยภาพการดูแลรักษาผู้ป่วยของแพทย์ พยาบาล ให้ทุกจังหวัดดำเนินการตามมาตรการ 2 ลด 3 เร่งอย่างเคร่งครัดใน 3 กลุ่ม คือโรงพยาบาล สถานีอ...
กระทรวงสาธารณสุข ย้ำเตือนคนไทยอย่าประมาทไข้หวัดใหญ่ 2009 ชี้โรคยังแพร่กระจายทุกพื้นที่ตลอดเวลา เฉลี่ยแล้วในประชาชนไทยทุกๆ 1 แสนคน จะมีคนติดเชื้อโรคนี้ได้ 38 คน เร่งเพิ่มศักยภาพการดูแลรักษาผู้ป่วยของแพทย์ พยาบาล ให้ทุกจังหวัดดำเนินการตามมาตรการ 2 ลด 3 เร่งอย่างเคร่งครัดใน 3 กลุ่ม คือโรงพยาบาล สถานีอนามัย และในกลุ่มประชาชน เพื่อลดการเสียชีวิตของผู้ป่วย

วันนี้ (28 กันยายน 2552) ที่โรงแรมอมารีดอนเมือง แอร์พอร์ต กรุงเทพมหานคร นายมานิต นพอมรบดี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข เปิดการอบรมแพทย์ พยาบาล เจ้าหน้าที่สาธารณสุขผู้รับผิดชอบงานด้านโรคติดต่อที่ปฏิบัติงานในโรงพยาบาลศูนย์ โรงพยาบาลทั่วไป โรงพยาบาลชุมชน สำนักงานควบคุมป้องกันโรค สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดใน 16 จังหวัดภาคกลาง รวมทั้งสำนักอนามัย และสำนักการแพทย์สังกัด กทม. จำนวน 400 คน เพื่อพัฒนาศักยภาพการดูแลรักษาผู้ป่วยไข้หวัดใหญ่ 2009 เพื่อลดการเสียชีวิตให้น้อยที่สุด

นายมานิตกล่าวว่า การดำเนินงานควบคุมป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ 2009 ที่ผ่านมา แม้ว่าจะได้ผลเป็นที่น่าพอใจระดับหนึ่งก็ตาม แต่เนื่องจากโรคนี้เป็นโรคที่เกิดขึ้นใหม่ในโลกและระบาดต่อเนื่องเป็นเวลา 5 เดือน เชื้อไวรัสก่อโรคยังเป็นสิ่งที่เราต้องเรียนรู้กันใหม่อยู่ตลอดเวลา ดังนั้นมาตรการรับมือการรักษาพยาบาลผู้เจ็บป่วย จะต้องปรับปรุงและปรับเปลี่ยนตามองค์ความรู้ใหม่ที่ได้ ซึ่งโรงพยาบาลเป็นหน่วยบริการสาธารณสุขที่มีโอกาสพบผู้ป่วยเป็นลำดับแรกๆ และมีความสำคัญยิ่ง โดยเฉพาะการวินิจฉัยโรคที่ถูกต้อง จะสามารถตรวจจับการระบาดของโรคได้ และให้การดูแลรักษาผู้ป่วยได้อย่างถูกต้องและเหมาะสม จะทำให้ผู้ป่วยรอดชีวิตหายเป็นปกติได้

ล่าสุด องค์การอนามัยโลกคาดการณ์เมื่อ18 กันยายน 2552 ว่า มีผู้ป่วยยืนยันติดเชื้อไข้หวัดใหญ่ 2009 ทั่วโลกอย่างน้อย 296,471 คน เสียชีวิตอย่างน้อย 3,486 คน มากที่สุดที่ทวีปอเมริกา 2,625 คน ในส่วนของไทยมีผู้เสียชีวิตจนถึงวันที่ 23 กันยายน 2552 ทั้งหมด 160 ราย โดยแนวโน้มการเสียชีวิตลดลง ในภาพรวมทั้งประเทศขณะนี้ เชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่ 2009 ยังคงแพร่กระจายทุกพื้นที่ต่อเนื่อง เฉลี่ยแล้วในประชากรไทยทุกหนึ่งแสนคน จะพบผู้ป่วยเป็นไข้หวัดใหญ่ 2009 ประมาณ 38 คน ดังนั้นจึงขอความร่วมมือประชาชนทุกคนปฏิบัติตัวดูแลตนเองป้องกันไม่ให้ป่วย และเมื่อป่วยแล้วต้องช่วยกันป้องกันไม่ให้เชื้อแพร่กระจายสู่คนอื่นตามคำแนะนำของกระทรวงสาธารณสุข ซึ่งขณะนี้ได้เพิ่มช่องทางเผยแพร่ความรู้ผ่านทางวิทยุชุมชนแล้วกว่า 4,000 แห่ง และยังเปิดสายด่วนไข้หวัดใหญ่ 1422 ฟรีตลอด 24 ชั่วโมงไม่มีวันหยุด

นายมานิตกล่าวด้วยว่า ได้มอบนโยบายให้นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัด ควบคุม กำกับ สถานพยาบาลทุกแห่งในพื้นที่ ให้ดำเนินตามมาตรการ 2 ลด 3 เร่ง อย่างเข้มข้น เน้นใน 3 กลุ่มหลัก กลุ่มแรก คือ กลุ่มแพทย์ พยาบาล ในโรงพยาบาล ขอให้ติดตามดูแลให้มีการปฏิบัติตามแนวทางการรักษาพยาบาลของกระทรวงสาธารณสุขอย่างเคร่งครัด กลุ่มที่ 2 คือ เจ้าหน้าที่สาธารณสุขในสถานีอนามัย ซึ่งเป็นสถานบริการด่านแรกของประชาชนในเขตชนบท ให้เร่งรัดเสริมความรู้เกี่ยวกับโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่นี้อย่างทั่วถึง เพื่อให้สามารถคัดกรองผู้ป่วยได้อย่างรวดเร็วและถูกต้อง และกลุ่มที่ 3 คือ ประชาชนทั่วไป ให้เน้นย้ำมาตรการป้องกันการติดเชื้อ ได้แก่ การล้างมือและการใช้หน้ากากอนามัยเมื่อป่วยเป็นหวัด รวมทั้งการดูแลตนเองเบื้องต้น และไปพบแพทย์ที่โรงพยาบาลโดยเร็วหากอาการไม่ดีขึ้นภายใน 48 ชั่วโมง นอกจากนี้ ขอให้แต่ละจังหวัดจัดทำฐานข้อมูลกลุ่มบุคคลและพื้นที่เสี่ยงเกิดการแพร่ระบาด เพื่อเข้าไปดูแลเฝ้าระวังป้องกันการแพร่ระบาดอย่างใกล้ชิด

***************** 28 กันยายน 2552

วิทยา สั่งระดมกำลังเร่งรัดมาตรการป้องกันควบคุม โรคฉี่หนู รับมือการระบาดช่วงปลายฝนต้นหนาว

at 11:57 AM

วิทยา สั่งระดมกำลังเร่งรัดมาตรการป้องกันควบคุม โรคฉี่หนู รับมือการระบาดช่วงปลายฝนต้นหนาว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เร่งรัดมาตรการรณรงค์ให้ความรู้ประชาชนทั่วประเทศ และให้ส่วนกลางจัดรองเท้าบู้ทพร้อมเอกสารความรู้สนับสนุนเต็มที่ เพื่อป้องกันควบคุมโรคฉี่หนูที่พบระบาดมากช่วงปลายฝนต้นหนาว เดือนสิงหาคม-ตุลาคม ปีนี้ตั้งแต่ 1 มกราคม-19 กันยายน 2552 ...
วันที่ 28 ก.ย 2552
(อาหารและสุขภาพ, Health channel, Health nutrition, Health article)

วิทยา สั่งระดมกำลังเร่งรัดมาตรการป้องกันควบคุม โรคฉี่หนู รับมือการระบาดช่วงปลายฝนต้นหนาว

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เร่งรัดมาตรการรณรงค์ให้ความรู้ประชาชนทั่วประเทศ และให้ส่วนกลางจัดรองเท้าบู้ทพร้อมเอกสารความรู้สนับสนุนเต็มที่ เพื่อป้องกันควบคุมโรคฉี่หนูที่พบระบาดมากช่วงปลายฝนต้นหนาว เดือนสิงหาคม-ตุลาคม ปีนี้ตั้งแต่ 1 มกราคม-19 กันยายน 2552 พบผู้ป่วยแล้วกว่า 2,500 ราย ใน 65 จังหวัด โดยภาคตะวันออกเฉียงเหนือ พบผู้ป่วยสูงเป็นอันดับ 1 ของประเทศทุกปี

เช้าวันนี้ (28 กันยายน 2552) ที่โรงแรมริมปาว จ.กาฬสินธุ์ นายวิทยา แก้วภราดัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข พร้อมด้วยนายแพทย์ไพจิตร์ วราชิต รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข นายแพทย์สมชัย นิจพานิช รองอธิบดีกรมควบคุมโรค นายแพทย์สมชัย ภิญโญพรพาณิชย์ ผู้ตรวจราชการกระทรวงสาธารณสุข และนายแพทย์พิสิทธิ์ เอื้อวงศ์กูล นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดกาฬสินธุ์ ร่วมมอบนโยบายการป้องกันควบคุมโรคเลปโตสไปโรสิส และโรคไข้หวัดใหญ่ 2009 แก่เจ้าหน้าที่สาธารณสุขและอาสาสมัครสาธารณสุขในพื้นที่ และเดินทางไปเปิดกิจกรรมรณรงค์ป้องกันควบคุมโรคเลปโตสไปโรสิส ที่บ้านโคกเครือ หมู่ 3 ต.อุ่มเม่า อ.ยางตลาด จ.กาฬสินธุ์ พร้อมแจกเอกสารความรู้และรองเท้าบู้ทแก่ประชาชน

นายวิทยา กล่าวว่า โรคเลปโตสไปโรสิส หรือที่รู้จักกันทั่วไปว่า โรคฉี่หนู นับเป็นปัญหาสาธารณสุขที่สำคัญของประเทศ โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จะพบผู้ป่วยและผู้เสียชีวิตสูงที่สุดของประเทศทุกปี ทั้งนี้ ผู้ป่วยส่วนใหญ่กว่าร้อยละ 70 มีอาชีพเกษตรกรรมและรับจ้างที่ต้องย่ำน้ำย่ำโคลน มีอายุระหว่าง 35-54 ปี ซึ่งอยู่ในวัยแรงงาน โดยเป็นเพศชายมากกว่าเพศหญิงประมาณ 5 เท่า เนื่องจากคนกลุ่มนี้มักจะมีร่างกายแข็งแรง จึงไม่ค่อยมีความกังวลเรื่องสุขภาพมากนัก หากเจ็บป่วยส่วนใหญ่จะซื้อยากินเอง ทำให้มีความเสี่ยงจะได้รับเชื้อโรคฉี่หนูและอาการรุนแรงจนถึงขั้นเสียชีวิตได้ ได้มอบนโยบายให้ทุกพื้นที่ที่มีการระบาดของโรคนี้ เร่งรัดมาตรการรณรงค์ให้ความรู้กับประชาชนอย่างทั่วถึง โดยอาศัยความร่วมมือกับหน่วยงานต่างๆ ในชุมชน เช่น องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ผู้นำชุมชน รวมทั้งอสม. เพื่อกระตุ้นให้เกิดความตระหนักในการปฏิบัติตัวเพื่อป้องกันโรค และลดอัตราการป่วยและตายให้มากที่สุด และให้กรมควบคุมโรคจัดเตรียมรองเท้าบู้ท สื่อเอกสาร แผ่นพับ ใบปลิว กระจายไปยังสำนักงานควบคุมโรคทั้ง 12 แห่งทั่วประเทศ พร้อมให้การสนับสนุนทุกพื้นที่ตลอดเวลา

นายแพทย์ไพจิตร์ วราชิต รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า โรคเลปโตสไปโรสิส พบการระบาดมากในช่วงปลายฝนต้นหนาว หรือประมาณเดือนสิงหาคม-ตุลาคมของทุกปี สาเหตุเกิดจากเชื้อแบคทีเรียชื่อ เลปโต สไปรา (Leptospira sp.) ที่อยู่ในสิ่งแวดล้อมที่มีน้ำท่วมขังหรือเฉอะแฉะ โดยมีหนูเป็นพาหะนำโรคสู่สิ่งแวดล้อม เชื้อจะไชเข้าสู่ร่างกายทางผิวหนังที่มีบาดแผล รอยขีดข่วนหรือถลอก ผู้ที่ประกอบอาชีพที่ต้องเดินย่ำน้ำลุยโคลน เช่น ลงเบ็ดตกปลา ทำนา จึงมีความเสี่ยงที่จะเกิดโรคนี้มากกว่ากลุ่มอื่น ซึ่งแต่ละปีจะพบผู้ป่วยและตายจากโรคนี้จำนวนมาก โดยปี 2550 มีผู้ป่วย 3,279 ราย ตาย 54 ราย ปี 2551 ป่วย 4,210 ราย ตาย 73 ราย สำหรับปี 2552 จากข้อมูลสำนักระบาดวิทยา กรมควบคุมโรค ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม-19 กันยายน 2552 พบผู้ป่วยแล้ว 2,618 ราย จาก 65 จังหวัด ตาย 16 ราย โดยภาคตะวันออกเฉียงเหนือ พบผู้ป่วยสูงสุด 1,731 ราย รองลงมาเป็น ภาคใต้ 472 ราย ภาคเหนือ 302 ราย และภาคกลาง 113 ราย

อาการสำคัญของโรคคือ ไข้สูง ปวดศีรษะ ปวดกล้ามเนื้อมาก โดยเฉพาะบริเวณน่องและโคนขา ส่วนใหญ่มีอาการหลังได้รับเชื้อประมาณ 4-10 วัน ผู้ที่มีความเสี่ยงเกิดโรคจึงควรสวมรองเท้าบู้ททุกครั้งที่ต้องเดินลุยน้ำย่ำโคลนหรือทำไร่ทำนา หากจำเป็นต้องแช่น้ำและไม่สามารถใส่รองเท้าบู้ทได้ ควรขึ้นจากน้ำเป็นระยะๆ และทำความสะอาดร่างกาย ดูแลความสะอาดบ้านเรือนและกำจัดขยะไม่ให้เป็นที่อยู่และแหล่งอาหารของหนู เก็บอาหาร/ปิดโอ่งน้ำหรือขันน้ำให้มิดชิด และอุ่นอาหารให้ร้อนก่อนกิน ในช่วงเวลา 7 วันที่มีการลุยน้ำย่ำโคลน หากมีอาการดังกล่าว ขอให้รีบพบแพทย์พร้อมแจ้งประวัติการทำงานที่ต้องลุยน้ำย่ำโคลนให้ทราบ เพื่อการวินิจฉัยรักษาที่รวดเร็ว

ด้านนายแพทย์พิสิทธิ์ เอื้อวงศ์กูล นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดกาฬสินธุ์ กล่าวว่า จังหวัดกาฬสินธุ์มีอัตราป่วยด้วยโรคเลปโตสไปโรสิสอยู่ในลำดับที่ 1-2 ของประเทศทุกปี ในปีนี้ ตั้งแต่ 1 มกราคม-23 กันยายน 2552 พบผู้ป่วยทั้งหมด 187 ราย ตาย 3 ราย ได้ระดมความร่วมมือจากหน่วยงานต่างๆ ในจังหวัด เพื่อลดปัญหาความรุนแรงของโรค โดยที่ผ่านมาได้จัดประชุมเสริมความรู้แก่แพทย์ พยาบาล เจ้าหน้าที่สาธารณสุข และทีมสอบสวนโรคเคลื่อนที่เร็วในทุกอำเภอ พร้อมประชาสัมพันธ์ความรู้ทางวิทยุชุมชนและหอกระจายข่าวในหมู่บ้านอย่างต่อเนื่อง ร่วมกับให้อสม.ออกเคาะประตูบ้านให้ความรู้และคัดกรองผู้มีอาการน่าสงสัย นำส่งโรงพยาบาลใกล้บ้าน ช่วยให้ได้รับการตรวจรักษาจากแพทย์อย่างรวดเร็ว

**************************************28 กันยายน 2552
แหล่งข่าวโดย.... สำนักสารนิเทศ [28/ก.ย/2552] (อาหารและสุขภาพ, Health channel, Health nutrition, Health article)
Thai Health Article (Thailand) | RSS Subscribe | Go to top