สสจ.พัทลุง เตือนประชาชนโรคตาแดง มาแรงควรรับมืออย่างไร นายแพทย์บรรเจิด สุขพิพัฒปานนท์ นายแพทย์ (ด้านเวชกรรมป้องกัน) ชำนาญการพิเศษ สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดพัทลุง เปิดเผยว่า สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดพัทลุง ได้รับรายงานผู้ป่วยด้วยโรคตาแดง มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยพบว่าเริ่มมีการระบาดตั้งแต่เดือนกรกฏาคม 2552 เป็นต้นมา ซึ่ง...
วันที่ 04 พ.ย 2552
(อาหารและสุขภาพ, Health channel, Health nutrition, Health article)
สสจ.พัทลุง เตือนประชาชนโรคตาแดง มาแรงควรรับมืออย่างไร
นายแพทย์บรรเจิด สุขพิพัฒปานนท์ นายแพทย์ (ด้านเวชกรรมป้องกัน) ชำนาญการพิเศษ สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดพัทลุง เปิดเผยว่า สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดพัทลุง ได้รับรายงานผู้ป่วยด้วยโรคตาแดง มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยพบว่าเริ่มมีการระบาดตั้งแต่เดือนกรกฏาคม 2552 เป็นต้นมา ซึ่งพบผู้ป่วยสูงที่สุดในเดือนกันยายน 2552 จำนวน 1,227 ราย อำเภอที่มีการระบาดมากที่สุด คือ อำเภอกงหรา อัตราป่วยเท่ากับ 1,445.83 ต่อประชากรแสนคน รองลงมาคือ อำเภอเขาชัยสน (อัตราป่วย 1372.08) , อำเภอบางแก้ว (อัตราป่วย 1032.62) , และ อำเภอตะโหมด (อัตราป่วย 739.96) ผู้ป่วยส่วนใหญ่อยู่ในกลุ่มอายุต่ำกว่า 5 ปี มีอัตราป่วยสูงที่สุด คือ 1,768.48 ต่อประชากรแสนคน รองลงมา คือ กลุ่มอายุ 5-9 ปี และ 10-14 ปี อัตราป่วย เท่ากับ 885.07 และ 749.36 ต่อประชากรแสนคน(ข้อมูล ณ วันที่ 30 ตุลาคม 2552 )
โรคตาแดงเป็นการอักเสบของเยื่อบุตาขาวที่เกิดจากการติดเชื้อไวรัส เป็นโรคที่ติดต่อกันได้ง่าย รวดเร็ว และทำให้เกิดอาการขึ้นอย่างเฉียบพลัน จะพบมีการระบาดเป็นช่วงๆ มักเป็นในฤดูฝน การติดต่อของโรคเกิดโดยตรงจากการสัมผัส การใช้ของร่วมกัน การไอ หรือการหายใจรดกัน หลังจากได้รับเชื้อแล้วจะทำให้เกิดอาการภายใน 1-2 วัน และเมื่อเกิดเป็นขึ้นมาแล้วจะมีโอกาสแพร่เชื้อไปยังผู้อื่นนานถึง 2 สัปดาห์ ผู้ที่ได้รับเชื้อไวรัสนี้จะมีอาการตาแดงอย่างรวดเร็ว เคืองตา เจ็บตา น้ำตาไหล ไม่มีขี้ตานอกจากมีการติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อนตามมาจึงจะมีขี้ตา
สำหรับการรักษานั้น เนื่องจากโรคตาแดงเกิดจากเชื้อไวรัส จึงยังไม่มีการรักษาโดยเฉพาะยาต้านเชื้อไวรัสต่างๆ ที่มีขณะนี้ใช้ไม่ได้ผลกับเชื้อไวรัสที่ทำให้เกิดโรคนี้ ส่วนใหญ่แพทย์จะรักษาโดยการใช้ยาปฏิชีวนะหยอดตา และป้ายตา เพื่อป้องกันการติดเชื้อแบคทีเรียซึ่งมักจะเกิดตามมา ถ้ามีอาการเจ็บตาให้รับประทานยาแก้ปวด เช่น พาราเซตามอล ถ้ามีอาการเคืองตา แพทย์จะแนะนำให้ใส่แว่นกันแดด ไม่ควรปิดตา และไม่จำเป็นต้องล้างตา นอกจากนี้ผู้ป่วยควรได้รับการพักผ่อนอย่างเต็มที่ และพักการใช้สายตา ระยะเวลาการรักษานานประมาณ 2 สัปดาห์
นายแพทย์บรรเจิด สุขพิพัฒปานนท์ ยังแนะนำวิธีรับมือโรคตาแดง คือ การแยกผู้ป่วย เช่น หยุดงาน หยุดเรียน ไม่พูด ไอ หรือจามรดผู้อื่น ไม่ใช้สิ่งของปะปนกับผู้อื่น ไม่ใช้มือป้ายตาและขยี้ตาเพราะเชื้อโรคจะติดไปยังสิ่งของที่ผู้ป่วยหยิบจับ ล้างมือบ่อยๆ ให้สะอาด ห้ามใช้ยาหยอดตาร่วมกัน ในผู้ที่เป็นตาแดงในตาข้างหนึ่ง ส่วนอีก ตาข้างหนึ่งไม่มีอาการ ให้หยอดตาเฉพาะตาข้างหนึ่งเท่านั้น ไม่จำเป็นต้องหยอดตาข้างปกติด้วย เพราะจะเป็นการนำเชื้อจากตาข้างที่เป็นไปยังตาข้างปกติ อาการตาแดงนอกจากจะเกิดจากโรคตาแดง ซึ่งมีการระบาดกันอยู่บ่อยๆ แล้วยังอาจพบได้ในโรคตาอื่นๆ อีกหลายโรค และบางโรคเป็นโรคที่มีอันตรายร้ายแรง คือทำให้มีการสูญเสียสายตาได้ เช่น ต้อหิน ม่านตาอักเสบ ตาดำอักเสบ ดังนั้น
เมื่อเกิดมีอาการตาแดงขึ้น ควรได้รับการตรวจรักษาโดยแพทย์ ไม่ควรซื้อยามาใช้เอง
หากสงสัยสามารถติดต่อสอบถามได้ที่เจ้าหน้าที่สาธารณสุข ณ สถานีอนามัย หรือโรงพยาบาลใกล้บ้านท่านหรือสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดหมายเลขโทรศัพท์หมายเลข 074 612 400 ต่อ 127 แหล่งข่าวโดย.... สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดพัทลุง [4/พ.ย/2552] (อาหารและสุขภาพ, Health channel, Health nutrition, Health article)
(อาหารและสุขภาพ, Health channel, Health nutrition, Health article)
สสจ.พัทลุง เตือนประชาชนโรคตาแดง มาแรงควรรับมืออย่างไร
นายแพทย์บรรเจิด สุขพิพัฒปานนท์ นายแพทย์ (ด้านเวชกรรมป้องกัน) ชำนาญการพิเศษ สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดพัทลุง เปิดเผยว่า สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดพัทลุง ได้รับรายงานผู้ป่วยด้วยโรคตาแดง มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยพบว่าเริ่มมีการระบาดตั้งแต่เดือนกรกฏาคม 2552 เป็นต้นมา ซึ่งพบผู้ป่วยสูงที่สุดในเดือนกันยายน 2552 จำนวน 1,227 ราย อำเภอที่มีการระบาดมากที่สุด คือ อำเภอกงหรา อัตราป่วยเท่ากับ 1,445.83 ต่อประชากรแสนคน รองลงมาคือ อำเภอเขาชัยสน (อัตราป่วย 1372.08) , อำเภอบางแก้ว (อัตราป่วย 1032.62) , และ อำเภอตะโหมด (อัตราป่วย 739.96) ผู้ป่วยส่วนใหญ่อยู่ในกลุ่มอายุต่ำกว่า 5 ปี มีอัตราป่วยสูงที่สุด คือ 1,768.48 ต่อประชากรแสนคน รองลงมา คือ กลุ่มอายุ 5-9 ปี และ 10-14 ปี อัตราป่วย เท่ากับ 885.07 และ 749.36 ต่อประชากรแสนคน(ข้อมูล ณ วันที่ 30 ตุลาคม 2552 )
โรคตาแดงเป็นการอักเสบของเยื่อบุตาขาวที่เกิดจากการติดเชื้อไวรัส เป็นโรคที่ติดต่อกันได้ง่าย รวดเร็ว และทำให้เกิดอาการขึ้นอย่างเฉียบพลัน จะพบมีการระบาดเป็นช่วงๆ มักเป็นในฤดูฝน การติดต่อของโรคเกิดโดยตรงจากการสัมผัส การใช้ของร่วมกัน การไอ หรือการหายใจรดกัน หลังจากได้รับเชื้อแล้วจะทำให้เกิดอาการภายใน 1-2 วัน และเมื่อเกิดเป็นขึ้นมาแล้วจะมีโอกาสแพร่เชื้อไปยังผู้อื่นนานถึง 2 สัปดาห์ ผู้ที่ได้รับเชื้อไวรัสนี้จะมีอาการตาแดงอย่างรวดเร็ว เคืองตา เจ็บตา น้ำตาไหล ไม่มีขี้ตานอกจากมีการติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อนตามมาจึงจะมีขี้ตา
สำหรับการรักษานั้น เนื่องจากโรคตาแดงเกิดจากเชื้อไวรัส จึงยังไม่มีการรักษาโดยเฉพาะยาต้านเชื้อไวรัสต่างๆ ที่มีขณะนี้ใช้ไม่ได้ผลกับเชื้อไวรัสที่ทำให้เกิดโรคนี้ ส่วนใหญ่แพทย์จะรักษาโดยการใช้ยาปฏิชีวนะหยอดตา และป้ายตา เพื่อป้องกันการติดเชื้อแบคทีเรียซึ่งมักจะเกิดตามมา ถ้ามีอาการเจ็บตาให้รับประทานยาแก้ปวด เช่น พาราเซตามอล ถ้ามีอาการเคืองตา แพทย์จะแนะนำให้ใส่แว่นกันแดด ไม่ควรปิดตา และไม่จำเป็นต้องล้างตา นอกจากนี้ผู้ป่วยควรได้รับการพักผ่อนอย่างเต็มที่ และพักการใช้สายตา ระยะเวลาการรักษานานประมาณ 2 สัปดาห์
นายแพทย์บรรเจิด สุขพิพัฒปานนท์ ยังแนะนำวิธีรับมือโรคตาแดง คือ การแยกผู้ป่วย เช่น หยุดงาน หยุดเรียน ไม่พูด ไอ หรือจามรดผู้อื่น ไม่ใช้สิ่งของปะปนกับผู้อื่น ไม่ใช้มือป้ายตาและขยี้ตาเพราะเชื้อโรคจะติดไปยังสิ่งของที่ผู้ป่วยหยิบจับ ล้างมือบ่อยๆ ให้สะอาด ห้ามใช้ยาหยอดตาร่วมกัน ในผู้ที่เป็นตาแดงในตาข้างหนึ่ง ส่วนอีก ตาข้างหนึ่งไม่มีอาการ ให้หยอดตาเฉพาะตาข้างหนึ่งเท่านั้น ไม่จำเป็นต้องหยอดตาข้างปกติด้วย เพราะจะเป็นการนำเชื้อจากตาข้างที่เป็นไปยังตาข้างปกติ อาการตาแดงนอกจากจะเกิดจากโรคตาแดง ซึ่งมีการระบาดกันอยู่บ่อยๆ แล้วยังอาจพบได้ในโรคตาอื่นๆ อีกหลายโรค และบางโรคเป็นโรคที่มีอันตรายร้ายแรง คือทำให้มีการสูญเสียสายตาได้ เช่น ต้อหิน ม่านตาอักเสบ ตาดำอักเสบ ดังนั้น
เมื่อเกิดมีอาการตาแดงขึ้น ควรได้รับการตรวจรักษาโดยแพทย์ ไม่ควรซื้อยามาใช้เอง
หากสงสัยสามารถติดต่อสอบถามได้ที่เจ้าหน้าที่สาธารณสุข ณ สถานีอนามัย หรือโรงพยาบาลใกล้บ้านท่านหรือสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดหมายเลขโทรศัพท์หมายเลข 074 612 400 ต่อ 127 แหล่งข่าวโดย.... สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดพัทลุง [4/พ.ย/2552] (อาหารและสุขภาพ, Health channel, Health nutrition, Health article)