สคร.5 แนะประชาชนกลุ่มเสี่ยง ฉีดวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ 2009 นายแพทย์สมชาย ตั้งสุภาชัย ผู้อำนวยการสำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 5 นครราชสีมา เปิดเผยว่า ในเดือนมกราคม 2553 กระทรวงสาธารณสุขจะเริ่มให้บริการฉีดวัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่2009 โดยจะฉีดในบุคลากรทางการแพทย์ที่ทำหน้าที่รักษาพยาบาลและบริการผู้ป่วย ซึ่งมีความเสี่ยงต่อกา...
วันที่ 07 ม.ค 2553
(อาหารและสุขภาพ, Health channel, Health nutrition, Health article)
สคร.5 แนะประชาชนกลุ่มเสี่ยง ฉีดวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ 2009
นายแพทย์สมชาย ตั้งสุภาชัย ผู้อำนวยการสำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 5 นครราชสีมา เปิดเผยว่า ในเดือนมกราคม 2553 กระทรวงสาธารณสุขจะเริ่มให้บริการฉีดวัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่2009 โดยจะฉีดในบุคลากรทางการแพทย์ที่ทำหน้าที่รักษาพยาบาลและบริการผู้ป่วย ซึ่งมีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อเพื่อให้ระบบสาธารณสุขของประเทศสามารถเป็นที่พึ่งได้ตลอดช่วงการระบาด นอกจากนี้ก็จะฉีดให้กับประชากรกลุ่มเสี่ยงที่จะมีอาการรุนแรงเมื่อติดเชื้อ ทั้งนี้เพื่อลดอัตราการเสียชีวิตของผู้ป่วยกลุ่มดังกล่าว การฉีดวัคซีนนี้เป็นไปตามความสมัครใจของผู้ที่มีความเสี่ยง โดยมีการตรวจสภาพร่างกายก่อนฉีด และเฝ้าระวังสังเกตอาการภายหลังจากฉีด เป็นเวลา 30 นาที และเมื่อกลับบ้านผู้ฉีดควรมีผู้ดูแลต่ออีก 2 วัน หลังการฉีดวัคซีนแล้ว ร่างกายจะสร้างภูมิคุ้มกันขึ้นภายใน 2 3 สัปดาห์ ซึ่งจะสามารถป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 ได้ ผู้ที่มีอายุ 9 64 ปี ฉีด 1 ครั้ง และเด็กอายุ 6 เดือน 9 ปี ฉีด 2 ครั้ง ห่างกัน 1 เดือน
ข้อห้ามในการให้วัคซีน ในผู้ที่แพ้ไข่ หรือ เคยแพ้วัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่อย่างรุนแรง เด็กต่ำกว่า 6 เดือน ผู้ที่กำลังมีไข้ หรือกำลังเจ็บป่วยเฉียบพลัน
อาการไม่พึงประสงค์ของวัคซีนที่ไม่รุนแรงแต่พบได้บ่อยได้แก่ ปวดศีรษะ เหงื่อออก ปวดกล้ามเนื้อ ปวดข้อ ไข้ ไม่สบายตัวเมื่อยล้า สั่น และอาการเฉพาะที่ เช่น ปวด บวม แดง ห้อเลือด ซึ่งจะหายได้เองภายใน 1 3 วันหลังเกิดอาการ
อาการไม่พึงประสงค์รุนแรงที่เคยมีรายงาน แต่พบได้น้อยมาก (น้อยกว่า 1 ในแสนราย) ได้แก่ อาการแพ้รุนแรง
บวมตามร่างกาย การอักเสบของหลอดเลือด ชักจากไข้สูง ปริมาณเกล็ดเลือดลดลงชั่วคราว อาการผิดปกติทางระบบประสาท เช่น ปากเบี้ยว กล้ามเนื้ออ่อนแรง สับสน เป็นต้น
ผู้อำนวยการสำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 5 กล่าวต่อไปว่า กลุ่มเสี่ยงที่จะได้รับการฉีดวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ 2009 กลุ่มแรกคือ เจ้าหน้าที่สาธารณสุขในสังกัดโรงพยาบาลทั้งภาครัฐและเอกชน ซึ่งถือว่าเป็นด่านหน้าที่เสี่ยงต่อการติดเชื้อโรค กลุ่มเสี่ยงต่อมาคือประชาชนที่มีความเสี่ยงสูง เพื่อเป็นการลดการตายของประชาชน ให้วัคซีนแก่กลุ่มประชาชนเรียงตามลำดับความสำคัญของโรค ดังนี้
1. หญิงมีครรภ์ (เริ่มฉีดเมื่ออายุครรภ์มากกว่า 3 เดือน)
2. บุคคลโรคอ้วนน้ำหนักตั้งแต่ 100 กิโลกรัม
3. ผู้พิการรุนแรงที่ไม่สามารถดูแลตนเองได้ (หมายถึงผู้ที่ไม่สามารถทำกิจกรรม 3 ข้อขึ้นไป คือ การกินอาหาร, อาบน้ำ, ล้างหน้าแปรงฟัน, แต่งตัว, การขับถ่าย และการทำความสะอาดหลังขับถ่าย)
4. บุคคลอายุ 6 เดือน 64 ปี ที่มีโรคประจำตัว ได้แก่ ปอดอุดกั้นเรื้อรัง หอบหืด โรคหัวใจทุกประเภท โรคหลอดเลือดสมอง ไตวาย ผู้ป่วยมะเร็งที่อยู่ในระหว่างได้รับเคมีบำบัด โรคธาลัสซีเมียที่มีอาการรุนแรง ผู้ที่มีภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง ผู้ป่วยเบาหวานที่มีโรคแทรกซ้อน และผู้ป่วยเบาหวานที่ไม่มีโรคแทรกซ้อน ซึ่งประชาชนที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงต่อการติดเชื้อโรคไข้หวัดใหญ่ 2009 ดังกล่าว สามารถไปปรึกษาแพทย์เพื่อรับการฉีดวัคซีนดังกล่าวได้ที่โรงพยาบาลของรัฐทุกแห่งใกล้บ้านตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป
7 ขั้นตอนที่ประชาชนต้องทำในการรับวัคซีน
1. สำรวจตนเองว่าอยู่ในกลุ่มเป้าหมาย
2. สำรวจข้อห้ามการให้วัคซีน
3. รับรู้ภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้น
4. สมัครใจรับและลงชื่อรับวัคซีน
5. รับการฉีดวัคซีน
6. สังเกตอาการตนเอง 30 นาที หลังฉัดวัคซีน
7. ทราบสถานที่และวิธีติดต่อโรงพยาบาลเมื่อเกิดเหตุการณ์ไม่ปกติ แหล่งข่าวโดย.... สำนักสารนิเทศ [7/ม.ค/2553] (อาหารและสุขภาพ, Health channel, Health nutrition, Health article)
(อาหารและสุขภาพ, Health channel, Health nutrition, Health article)
สคร.5 แนะประชาชนกลุ่มเสี่ยง ฉีดวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ 2009
นายแพทย์สมชาย ตั้งสุภาชัย ผู้อำนวยการสำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 5 นครราชสีมา เปิดเผยว่า ในเดือนมกราคม 2553 กระทรวงสาธารณสุขจะเริ่มให้บริการฉีดวัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่2009 โดยจะฉีดในบุคลากรทางการแพทย์ที่ทำหน้าที่รักษาพยาบาลและบริการผู้ป่วย ซึ่งมีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อเพื่อให้ระบบสาธารณสุขของประเทศสามารถเป็นที่พึ่งได้ตลอดช่วงการระบาด นอกจากนี้ก็จะฉีดให้กับประชากรกลุ่มเสี่ยงที่จะมีอาการรุนแรงเมื่อติดเชื้อ ทั้งนี้เพื่อลดอัตราการเสียชีวิตของผู้ป่วยกลุ่มดังกล่าว การฉีดวัคซีนนี้เป็นไปตามความสมัครใจของผู้ที่มีความเสี่ยง โดยมีการตรวจสภาพร่างกายก่อนฉีด และเฝ้าระวังสังเกตอาการภายหลังจากฉีด เป็นเวลา 30 นาที และเมื่อกลับบ้านผู้ฉีดควรมีผู้ดูแลต่ออีก 2 วัน หลังการฉีดวัคซีนแล้ว ร่างกายจะสร้างภูมิคุ้มกันขึ้นภายใน 2 3 สัปดาห์ ซึ่งจะสามารถป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 ได้ ผู้ที่มีอายุ 9 64 ปี ฉีด 1 ครั้ง และเด็กอายุ 6 เดือน 9 ปี ฉีด 2 ครั้ง ห่างกัน 1 เดือน
ข้อห้ามในการให้วัคซีน ในผู้ที่แพ้ไข่ หรือ เคยแพ้วัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่อย่างรุนแรง เด็กต่ำกว่า 6 เดือน ผู้ที่กำลังมีไข้ หรือกำลังเจ็บป่วยเฉียบพลัน
อาการไม่พึงประสงค์ของวัคซีนที่ไม่รุนแรงแต่พบได้บ่อยได้แก่ ปวดศีรษะ เหงื่อออก ปวดกล้ามเนื้อ ปวดข้อ ไข้ ไม่สบายตัวเมื่อยล้า สั่น และอาการเฉพาะที่ เช่น ปวด บวม แดง ห้อเลือด ซึ่งจะหายได้เองภายใน 1 3 วันหลังเกิดอาการ
อาการไม่พึงประสงค์รุนแรงที่เคยมีรายงาน แต่พบได้น้อยมาก (น้อยกว่า 1 ในแสนราย) ได้แก่ อาการแพ้รุนแรง
บวมตามร่างกาย การอักเสบของหลอดเลือด ชักจากไข้สูง ปริมาณเกล็ดเลือดลดลงชั่วคราว อาการผิดปกติทางระบบประสาท เช่น ปากเบี้ยว กล้ามเนื้ออ่อนแรง สับสน เป็นต้น
ผู้อำนวยการสำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 5 กล่าวต่อไปว่า กลุ่มเสี่ยงที่จะได้รับการฉีดวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ 2009 กลุ่มแรกคือ เจ้าหน้าที่สาธารณสุขในสังกัดโรงพยาบาลทั้งภาครัฐและเอกชน ซึ่งถือว่าเป็นด่านหน้าที่เสี่ยงต่อการติดเชื้อโรค กลุ่มเสี่ยงต่อมาคือประชาชนที่มีความเสี่ยงสูง เพื่อเป็นการลดการตายของประชาชน ให้วัคซีนแก่กลุ่มประชาชนเรียงตามลำดับความสำคัญของโรค ดังนี้
1. หญิงมีครรภ์ (เริ่มฉีดเมื่ออายุครรภ์มากกว่า 3 เดือน)
2. บุคคลโรคอ้วนน้ำหนักตั้งแต่ 100 กิโลกรัม
3. ผู้พิการรุนแรงที่ไม่สามารถดูแลตนเองได้ (หมายถึงผู้ที่ไม่สามารถทำกิจกรรม 3 ข้อขึ้นไป คือ การกินอาหาร, อาบน้ำ, ล้างหน้าแปรงฟัน, แต่งตัว, การขับถ่าย และการทำความสะอาดหลังขับถ่าย)
4. บุคคลอายุ 6 เดือน 64 ปี ที่มีโรคประจำตัว ได้แก่ ปอดอุดกั้นเรื้อรัง หอบหืด โรคหัวใจทุกประเภท โรคหลอดเลือดสมอง ไตวาย ผู้ป่วยมะเร็งที่อยู่ในระหว่างได้รับเคมีบำบัด โรคธาลัสซีเมียที่มีอาการรุนแรง ผู้ที่มีภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง ผู้ป่วยเบาหวานที่มีโรคแทรกซ้อน และผู้ป่วยเบาหวานที่ไม่มีโรคแทรกซ้อน ซึ่งประชาชนที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงต่อการติดเชื้อโรคไข้หวัดใหญ่ 2009 ดังกล่าว สามารถไปปรึกษาแพทย์เพื่อรับการฉีดวัคซีนดังกล่าวได้ที่โรงพยาบาลของรัฐทุกแห่งใกล้บ้านตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป
7 ขั้นตอนที่ประชาชนต้องทำในการรับวัคซีน
1. สำรวจตนเองว่าอยู่ในกลุ่มเป้าหมาย
2. สำรวจข้อห้ามการให้วัคซีน
3. รับรู้ภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้น
4. สมัครใจรับและลงชื่อรับวัคซีน
5. รับการฉีดวัคซีน
6. สังเกตอาการตนเอง 30 นาที หลังฉัดวัคซีน
7. ทราบสถานที่และวิธีติดต่อโรงพยาบาลเมื่อเกิดเหตุการณ์ไม่ปกติ แหล่งข่าวโดย.... สำนักสารนิเทศ [7/ม.ค/2553] (อาหารและสุขภาพ, Health channel, Health nutrition, Health article)