เรื่อง แผลในกระเพาะอาหารและลำไส้....สาเหตุและการรักษา
โดย ภญ. รศ. ดร. มยุรี ตันติสิระ ภาควิชาเภสัชวิทยา คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
รายการวิทยุจุฬาฯ คลินิก 101.5 ออกอากาศ วันศุกร์ที ่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2548
--------------------------------------------------------------------------------------------------------
แผลในกระเพาะอาหารและลำไส้เป็นโรคที่พบๆได้บ่อยในประชากรทั่วไปทุกเพศทุก วัย ลักษณะสำคัญของโรคนี้ก็คือ มีแผลในทางเดินอาหาร ซึ่งก็อาจจะเป็นที่กระเพาะอาหารหรือลำไส้ เนื่องจากแผลที่เกิดขึ้นเป็นแผลที่อยู่ภายในทางเดินอาหารซึ่งอยู่ลึกลงไป ไม่สามารถจะมองเห็นได้จากภายนอก แพทย์จึงจำเป็นต้องให้ผู้ป่วยกลืนอุปกรณ์ในการตรวจซึ่งเป็นกล้องขนาดเล็กที่ ช่วยให้แพทย์สามารถมองเห็นลักษณะของแผลที่อยู่ภายในทางเดินอาหารได้ เนื่องจากการตรวจดังกล่าวมีราคาค่อนข้างแพงประกอบกับผู้ป่วยก็ไม่อยากทำ และยาที่ใช้รักษาก็เป็นยาที่ราคาไม่แพงและเป็นยาที่มีความปลอดภัยค่อนข้าง สูง ดังนั้นแพทย์จึงมักจะใช้วิธีการตรวจดังกล่าวในผู้ป่วยบางรายที่จำเป็นจะต้อง ได้รับการตรวจยืนยันว่ามีแผลเกิดขึ้นในทางเดินอาหารหรือไม่เท่านั้น
อาการแสดงออกของโรคนี้ก็มีได้ตั้งแต่อาการที่ไม่รุนแรงมาก เช่น รู้สึกไม่สบายในท้องส่วนบน ปวดแสบปวดร้อนบริเวณลิ้นปี่ ในลักษณะเดียวกันกับอาการธาตุพิการ (dyspepsia) ซึ่งมักจะเกิดขึ้นได้ในคนทั่วไปโดยไม่จำเป็นจะมีแผลในทางเดินอาหาร จนกระทั่งอาการที่รุนแรงมาก เช่น ปวดท้องอย่างรุนแรง กระเพาะอาหารทะลุ หรือมีเลือดออกในทางเดินอาหารซึ่งจะทำให้อุจจาระที่ถ่ายออกมาเป็นสีดำ เป็นต้น ในอดีตเรามักจะเชื่อว่า กรดในกระเพาะอาหารซึ่งมีความเป็นกรดสูงมากเป็นสาเหตุสำคัญของการเกิดแผลในทางเดินอาหาร ดังนั้นการรักษาจึงมุ่งเน้นไปที่การให้ยาไปยับยั้งการหลั่งกรด ที่รู้จักกันดีก็คือ ยาในกลุ่มซึ่งออกฤทธิ์ต้านสารฮีสตามีนซึ่งเป็นสารที่มีบทบาทสำคัญในการกระตุ้นให้เกิดการหลั่งกรด โดยออกฤทธิ์ปิดกั้นที่ตัวรับฮีสตามีนชนิดเฮช 2 ตัวยาในกลุ่มนี้ เช่น cimetidine, ranitidine , famotidine , nizatidine และ roxatidine ซึ่งตัวยาทั้งหมดในกลุ่มนี้จะมีวิธีรับประทานเหมือนกันคือ วันละ 2 เวลาและให้ผลทางการรักษาที่ไม่แตกต่างกัน สำหรับผู้ป่วยที่ใช้ยากลุ่มนี้แล้วไม่ได้ผล ก็จะต้องเปลี่ยนไปใช้ยาอีกกลุ่มหนึ่งซึ่งออกฤทธิ์แรงกว่ายาในกลุ่มแรก ยาในกลุ่มนี้จะออกฤทธิ์ยับยั้งการทำงานของเอนไซม์ที่ทำหน้าที่ในการหลั่งกรดโดยตรง ตัวยาที่มีจำหน่ายอยู่ในประเทศไทยในขณะนี้ก็มีอยู่หลายชนิด เช่น omeprazole, lansoprazole, pantoprazole และ rabeprazole ซึ่งยาในกลุ่มนี้ทุกชนิดก็จะมีวิธีการรับประทานเหมือนกันก็คือ วันละ 1 เวลา และมีประสิทธิภาพในการรักษาใกล้เคียงกัน และไม่ว่าจะรับประทานยากลุ่มไหนก็จะต้องรับประทานยาติดต่อกันไปเป็นเวลา 6-8 สัปดาห์เพื่อให้แผลหายแล้วจึงจะหยุดยา ซึ่งก็ปรากฎอยู่เสมอว่าผู้ป่วยที่รับประทานยาจนแผลหายเรียบร้อยแล้วเหล่านี้ เกือบ 80-90% จะกลับมาเป็นแผลอีกในเวลาประมาณ 1-3 ปีต่อมา ก็จะต้องกลับมารับประทานยาเช่นเดิมอีก วนเวียนกันอยู่เช่นนี้ ...
[More ...]
โดย ภญ. รศ. ดร. มยุรี ตันติสิระ ภาควิชาเภสัชวิทยา คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
รายการวิทยุจุฬาฯ คลินิก 101.5 ออกอากาศ วันศุกร์ที ่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2548
--------------------------------------------------------------------------------------------------------
แผลในกระเพาะอาหารและลำไส้เป็นโรคที่พบๆได้บ่อยในประชากรทั่วไปทุกเพศทุก วัย ลักษณะสำคัญของโรคนี้ก็คือ มีแผลในทางเดินอาหาร ซึ่งก็อาจจะเป็นที่กระเพาะอาหารหรือลำไส้ เนื่องจากแผลที่เกิดขึ้นเป็นแผลที่อยู่ภายในทางเดินอาหารซึ่งอยู่ลึกลงไป ไม่สามารถจะมองเห็นได้จากภายนอก แพทย์จึงจำเป็นต้องให้ผู้ป่วยกลืนอุปกรณ์ในการตรวจซึ่งเป็นกล้องขนาดเล็กที่ ช่วยให้แพทย์สามารถมองเห็นลักษณะของแผลที่อยู่ภายในทางเดินอาหารได้ เนื่องจากการตรวจดังกล่าวมีราคาค่อนข้างแพงประกอบกับผู้ป่วยก็ไม่อยากทำ และยาที่ใช้รักษาก็เป็นยาที่ราคาไม่แพงและเป็นยาที่มีความปลอดภัยค่อนข้าง สูง ดังนั้นแพทย์จึงมักจะใช้วิธีการตรวจดังกล่าวในผู้ป่วยบางรายที่จำเป็นจะต้อง ได้รับการตรวจยืนยันว่ามีแผลเกิดขึ้นในทางเดินอาหารหรือไม่เท่านั้น
อาการแสดงออกของโรคนี้ก็มีได้ตั้งแต่อาการที่ไม่รุนแรงมาก เช่น รู้สึกไม่สบายในท้องส่วนบน ปวดแสบปวดร้อนบริเวณลิ้นปี่ ในลักษณะเดียวกันกับอาการธาตุพิการ (dyspepsia) ซึ่งมักจะเกิดขึ้นได้ในคนทั่วไปโดยไม่จำเป็นจะมีแผลในทางเดินอาหาร จนกระทั่งอาการที่รุนแรงมาก เช่น ปวดท้องอย่างรุนแรง กระเพาะอาหารทะลุ หรือมีเลือดออกในทางเดินอาหารซึ่งจะทำให้อุจจาระที่ถ่ายออกมาเป็นสีดำ เป็นต้น ในอดีตเรามักจะเชื่อว่า กรดในกระเพาะอาหารซึ่งมีความเป็นกรดสูงมากเป็นสาเหตุสำคัญของการเกิดแผลในทางเดินอาหาร ดังนั้นการรักษาจึงมุ่งเน้นไปที่การให้ยาไปยับยั้งการหลั่งกรด ที่รู้จักกันดีก็คือ ยาในกลุ่มซึ่งออกฤทธิ์ต้านสารฮีสตามีนซึ่งเป็นสารที่มีบทบาทสำคัญในการกระตุ้นให้เกิดการหลั่งกรด โดยออกฤทธิ์ปิดกั้นที่ตัวรับฮีสตามีนชนิดเฮช 2 ตัวยาในกลุ่มนี้ เช่น cimetidine, ranitidine , famotidine , nizatidine และ roxatidine ซึ่งตัวยาทั้งหมดในกลุ่มนี้จะมีวิธีรับประทานเหมือนกันคือ วันละ 2 เวลาและให้ผลทางการรักษาที่ไม่แตกต่างกัน สำหรับผู้ป่วยที่ใช้ยากลุ่มนี้แล้วไม่ได้ผล ก็จะต้องเปลี่ยนไปใช้ยาอีกกลุ่มหนึ่งซึ่งออกฤทธิ์แรงกว่ายาในกลุ่มแรก ยาในกลุ่มนี้จะออกฤทธิ์ยับยั้งการทำงานของเอนไซม์ที่ทำหน้าที่ในการหลั่งกรดโดยตรง ตัวยาที่มีจำหน่ายอยู่ในประเทศไทยในขณะนี้ก็มีอยู่หลายชนิด เช่น omeprazole, lansoprazole, pantoprazole และ rabeprazole ซึ่งยาในกลุ่มนี้ทุกชนิดก็จะมีวิธีการรับประทานเหมือนกันก็คือ วันละ 1 เวลา และมีประสิทธิภาพในการรักษาใกล้เคียงกัน และไม่ว่าจะรับประทานยากลุ่มไหนก็จะต้องรับประทานยาติดต่อกันไปเป็นเวลา 6-8 สัปดาห์เพื่อให้แผลหายแล้วจึงจะหยุดยา ซึ่งก็ปรากฎอยู่เสมอว่าผู้ป่วยที่รับประทานยาจนแผลหายเรียบร้อยแล้วเหล่านี้ เกือบ 80-90% จะกลับมาเป็นแผลอีกในเวลาประมาณ 1-3 ปีต่อมา ก็จะต้องกลับมารับประทานยาเช่นเดิมอีก วนเวียนกันอยู่เช่นนี้ ...
[More ...]